สัญญาณเตือน !! ลูกมีปัญหาทักษะด้านการอ่าน

ฟัง พูด อ่าน เขียน” เป็นทักษะที่เด็กทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้และหมั่นฝึกฝนให้ชำนาญ เพื่อให้ลูกหัดโต้ตอบ รวมทั้งเข้าใจการสื่อสารกับผู้อื่น

ดังนั้น หากลูกมีปัญหาในทักษะด้านใดด้านหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ปัญหาในจุดนั้นๆ ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับลูกรักในระยะเวลาที่นานเกินไป จนยากที่จะแก้ไข 

จุดสังเกต! สัญญาณอาการ ลูกมีปัญหาทักษะด้านการอ่าน

เด็กวัย 3 – 4 ขวบ

  • ลูกจำตัวอักษรได้น้อยกว่า 10 ตัว   :  ลูกไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของตัวอักษรได้
  • ลูกไม่กล้าอ่านออกเสียง  :  ลูกเกิดความกลัวในการอ่านหนังสือแบบออกเสียง และกลัวการอ่านผิดมากๆ ทำให้เด็กไม่กล้า และไม่อยากอ่านหนังสือออกเสียง
  • ลูกพูดน้อย หรือไม่อยากพูด  :  ลูกไม่อยากออกเสียง หรือพูดกับใคร ไม่แสดงความสนใจที่จะอยากเรียนรู้ด้านภาษา 

เด็กวัย 4 – 5 ขวบ

  • ลูกไม่สามารถแยกเสียงของแต่ละคนได้  :  ไม่สามารถจดจำ หรือแยกแยะเสียงสูง – ต่ำ ของคนที่คุยด้วยได้
  • ลูกจำชื่อตัวอักษรเป็นเวลานาน  :  ต้องใช้เวลานานกว่าลูกจะเรียนรู้ในการจดจำตัวอักษรได้ทั้งหมด
  • ลูกแบ่งคำพยางค์ไม่เป็น  :  ลูกไม่สามารถสร้างคำ และประโยคที่สมบูรณ์ได้ 
  • คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นคุยกับลูกบ่อยๆ  :  เพื่อสังเกตพัฒนาการ รวมทั้งปัญหาด้านการเรียนรู้ของลูกอย่างใกล้ชิด 

เด็กวัย 5 – 5.5 ขวบ

  • ลูกไม่สามารถพูด หรือสร้างคำที่เรียบง่ายได้   :  บางครั้งลูกเลือกใช้คำพูดยากๆ ในการสร้างประโยค อาจทำให้สื่อความหมายในทางที่ผิดได้ และมักจะเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ
  • ลูกไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก  :  สับสนในตัวอักษรภาษาอังกฤษ จนบางครั้งลูกอาจใช้สลับกัน 

เด็กวัย 5.5 – 6 ขวบ

  • ลูกไม่สามารถบอกถึงเสียงแรกของคำที่พูดออกมาได้  :  ลูกมีปัญหาในการแยกแยะเสียงที่ถูกเปล่งออกมา แยกความแตกต่างของเสียงไม่ได้ ยิ่งทำให้ไม่เข้าใจความหมาย
  • ลูกออกเสียงคำไม่ตรงกับตัวอักษร  :  ส่วนใหญ่มีปัญหาในการออกเสียงตัวอักษรที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไป หรือคำที่พูดออกมานั้นอาจไม่มีความหมาย
  • ลูกต้องใช้ความพยายามมาก เพื่อสะกดชื่อสมาชิกในครอบครัว และสัตว์เลี้ยง  :  ใช้เวลานานในการจำและสะกดชื่อ บางครั้งลูกก็สะกดชื่อผิด 

เด็กวัย 6 – 7 ขวบ

  • ลูกพยายามอ่านออกเสียงให้ตรงกับตัวอักษร  :  เด็กวัยนี้มักชอบการอ่านออกเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในพัฒนาการด้านการอ่าน  ลูกจะค่อยๆสะกดคำ ทีละคำ เพื่อให้ออกเสียงตรงกับตัวอักษร
  • ลูกไม่สามารถบอกว่าตัวเองอ่านคำไหนผิด  :  เมื่อลูกอ่านหนังสือ 1 ประโยค แล้วอ่านคำใดคำหนึ่งผิด พวกเขาจะไม่รู้ว่าจุดที่อ่านผิดคือจุดไหน
  • ลูกไม่เข้าใจความหมายของคำที่อ่านออกเสียงไป  :  การที่ลูกอ่านหนังสือออกเป็นเรื่องดี แต่ถ้าลูกไม่เข้าใจความหมายของตัวอักษรนั้นว่าต้องการสื่ออะไรก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน

เด็กวัย 7 – 8 ขวบ

  • ลูกพยายามอ่านออกเสียงให้ได้อย่างราบรื่น  :  เด็กจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการอ่านมาก โดยจะพยายามอ่านทุกคำให้ถูกต้องและไม่ตะกุกตะกัก
  • ลูกไม่สามารถออกเสียงคำให้ถูกต้องทีละพยางค์ได้  :  ลูกไม่สามารถออกเสียงคำในประโยคให้ถูกต้องทั้งประโยค
  • เป็นวัยที่หลีกเลี่ยงการอ่านออกเสียงออกมาดัง ๆ  :  เด็กวัยนี้มักชอบการอ่านในใจ และไม่ชอบอ่านออกเสียงดังๆในที่สาธารณะ เพราะพวกเขาจะรู้สึกอายเมื่ออ่านผิด 

เด็กวัย 8 – 9 ขวบ

  • ลูกพยายามแสดงความคิดหลักของตนเอง  :  เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง และพยายามแสดงมันออกมาในกลุ่มเพื่อน
  • ลูกมักสะกดคำที่เคยเรียนไปแล้วผิด  :  ลูกได้เรียนรู้คำต่างๆเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งคำที่สะกดยากๆ จึงอาจสับสนกับคำที่มีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ลูกมักชอบสะกดคำผิดบ่อยๆ
  • ลูกมักจะหลีกเลี่ยงการอ่านข้อความที่ยาวขึ้น  :  ลูกไม่ชอบอ่านประโยคที่มีความยาวมากๆ เช่น ความเรียง , นิยาย  เป็นต้น

ปัจจัยข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมด หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นพฤติกรรมของลูก 2 อย่าง หรือ มากกว่านั้น  แสดงว่า มันคือการเริ่มต้นของสัญญาณที่บอกว่าลูกเข้าข่ายมีปัญหาด้านการอ่านหนังสือ 

4 วิธีแก้ปัญหา เมื่อลูกเข้าข่ายมีปัญหาด้านการอ่านหนังสือ

 1. พาลูกไปพบแพทย์เฉพาะทาง

ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ การปรึกษาแพทย์กุมารเวชศาสตร์ ด้านพัฒนาการของเด็ก  คุณหมอจะวิเคราะห์ และประเมินศักยภาพในการอ่านของเด็กๆ เพื่อหาจุดที่บกพร่อง จากนั้นจึงทำการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด  ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับรู้เฉพาะทางด้านการอ่านหนังสือ  นักจิตวิทยาและนักบำบัดทุกคน ได้ร่วมมือกันเพื่อหาสาเหตุของปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็ก  เช่น  ลูกเป็นโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือ โรคความบกพร่องทางทักษะการเรียนรู้

ดังนั้น การระบุสาเหตุหลักของปัญหาในการอ่านของเด็กๆ จะช่วยให้คุณหมอสามารถหาวิธีการรักษาที่ตรงจุด และ มีความเหมาะสมกับเด็กวัยต่างๆ นั่นเอง

 2. ทำทุกที่ให้เหมาะแก่การเรียนรู้ของเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านได้ให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ในการสร้างสภาพแวดล้อมให้เเหมาะแก่การเรียนรู้สำหรับเด็กอยู่เสมอ ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน  เพื่อให้เด็กได้คุ้นเคยกับสถานที่  ทำให้กล้าแสดงออกได้เต็มที่มากขึ้น

 3. อ่านออกเสียงให้ลูกฟังอยู่เสมอ

คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านหนังสือออกเสียงให้เด็ก ๆ ฟังอย่างสม่ำเสมอ และ ต้องทำให้การอ่านสนุก และ ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ทำร่วมกันนั้น  เช่น การเล่านิทาาน และ สวมบทบาทสมมุติเป็นตัวละคร การเล่นกับลูกบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกมีจินตนาการและพัฒนาศักยภาพของลูกได้ด้วย

 4. ทำให้ลูกรู้สึกสนุก เมื่อได้อ่านหนังสือ

คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นซื้อหนังสือที่มีเนื้อหาดี อ่านสนุก ภาพสวยเสริมจินตนาการ ซื้อเก็บไว้ให้ลูกได้อ่าน  รวมทั้งการทำให้ลูกรู้สึกว่าได้มีส่วนร่วม และ สามารถโต้ตอบกับคุณพ่อคุณแม่ได้  รวมทั้งไม่ควรไปรบกวนการอ่านของลูกมากเกินไป ควรให้ลูกได้มีพื้นที่ (space) ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ้างในบางคราว

===============================

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆและรูปภาพ จาก :
เว็บไซต์ parentsone.com

ด้วยความปรารถนาดีจาก ศุนย์สมองดี HealthyBrain
สนับสนุนโดย อเลอไทด์ สารอาหารบำรุงสมอง
ช่วยเพิ่มสมาธิ เพิ่มความจำ เสริมสร้างการเรียนรู้ ให้ดีขึ้น
√ มีทักษะด้านการอ่าน เขียน คำนวณ ดีขึ้น
ลดความเครียด ปรับอารมณ์ และ ทำให้ผลการเรียน ดีขึ้นได้

ปรึกษาปัญหาเด็กแอลดี/สมาธิสั้น
หรือ สั่งซื้อ อเลอไทด์
โทร : 091-887-1691
       087-597-7495 
Add Line : @HealthyBrain (มี@ด้วย)

Visitors: 328,571