พบ เด็ก เครียดมากถึง 30 % จิตแพทย์แนะ 4 วิธีป้องกัน

    จิตแพทย์เผยสถิติเด็กเครียดในปัจจุบันมีมากถึง 30 % แจง 10% อยู่ในระดับที่รุนแรง ชี้เหตุเด็กเครียดเนื่องจาก ถูกดุด่า ตำหนิ เห็นพ่อแม่เครียดเลยซึมซับ ระบุด้านครูสั่งการบ้านเยอะและยาก มีส่วนทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคเครียด แนะ 4 วิธีป้องกัน หมั่นสังเกตอาการ ไม่กดดัน ดุด่าหรือตำหนิ และควรเข้าใจมีเวลาอยู่กับลูกทุกวัน

    น.พ.จอม ชุมช่วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นโรงพยาบาลมนารมย์ เผยว่า สถิติความเครียดของเด็กในปัจจุบันนั้นพบว่า เด็กชายจะมีอัตราความเครียดที่เกิดจากความวิตกกังวลมากกว่าหญิง ในกรณีที่เป็นเด็กเล็กๆ ก่อนวัยรุ่น แต่ถ้าหากเป็นเด็กที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นจะพบว่า เด็กหญิงจะเกิดความเครียดซึ่งมาจากโรคซึมเศร้าได้มากกว่า เพราะเป็นเรื่องของฮอร์โมนทางเพศ ยิ่งช่วงที่มีประจำเดือน ผู้หญิงก็มักจะอารมณ์หงุดหงิด เครียดง่ายกว่าผู้ชาย หรืออาจจะคิดวิตกเกี่ยวกับเรื่องของสรีระกลัวว่าจะไม่สูง ไม่สวย อ้วน มีสิวเป็นต้น

    จากการวิจัยพบว่าร้อยละ 5-10 ของกลุ่มโรควิตกกังวล และซึมเศร้าที่เกิดจากความเครียด ที่พบในเด็ก ส่วนมากจะพบว่าเป็นความเครียดที่เข้าสู่ระดับกลางถึงรุนแรง แต่ถ้าเป็นความเครียดธรรมดาทั่วๆไปนั้นมีมากถึงร้อยละ 20-30 เลยทีเดียว

    จิตแพทย์แนะว่า ความเครียดของเด็กสามารถแบ่งออกเป็นได้ 3 ระดับอาการ

  •  ระดับที่ 1 - เด็กอาจเครียด วิตกกังวล ไม่มีสมาธิ แต่ไม่กระทบกับผลการเรียน และไม่กระทบกับความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง
    อาจจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น

  • ระดับที่ 2 - เริ่มรุนแรงขึ้นมาอีก โดยส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน และ ความสัมพันธ์ของคนรอบข้างแล้ว

  • ระดับที่ 3 - ถือว่าเป็น ระดับที่รุนแรงและมีผลกระทบอย่างมาก ทำให้เด็กไม่มีสมาธิ ผลการเรียนตก ซึมเศร้า เหม่อลอย อยากตาย ร่างกายไม่มีพละกำลัง เนื่องจากทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ฟังก์ชั่นของเด็กผิดปกติไปด้วย เช่น สมองไม่มีความสมดุล เมื่อเจอความเครียดระบบสมองก็จะลดน้อยถอยลงไป การทำงานของเซลล์ติดขัด ทำให้การทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงไป

"น.พ.จอม" กล่าวอีกว่า สาเหตุหลักที่เด็กเครียดนั้น ส่วนใหญ่เกิดจาก

    1. ปัญหาครอบครัว เพราะบางทีเด็กเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน หรือ ถูกแม่ดุด่า ตำหนิบ่อยๆ ทำให้เด็กเข้าใจว่าพ่อแม่ไม่รัก ไม่ให้ความสำคัญ เมื่อนานๆ ไปเด็กก็เกิดความวิตกกังวล และซึมซับไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถขจัดออกไปจากความคิดได้

    2. เกิดจากการที่เด็กกดดันตัวเอง เห็นเพื่อนเก่ง เลยคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่มีความสามารถเลยเครียดได้

    3. ปัจจัยที่โรงเรียนก็มีส่วนทำให้เด็กเครียดได้ เช่น ครูอาจจะดุ เข้มงวดเกินไป และ สั่งการบ้านเยอะหลายๆวิชา และ มีความยาก เด็กเลยเครียด

    4. เด็กถูกเพื่อนแกล้ง ล้อเลียน ไม่คบด้วย ก็เลยเกิดความวิตกกังวลว่า เพื่อนไม่รักจนเครียดในที่สุด

ผลกระทบที่ตามมาก็คือ

  • เด็กมีปัญหาเรื่องการเรียน ไม่มีสมาธิ ทำให้ผลการเรียนตก

  • เกิดปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์กับเพื่อนในห้องเรียนได้ ซึ่งเด็กไม่อาจหาทางออกได้

  • บางรายอาจจะมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาการเหล่านี้ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานๆ ควรจะพาเด็กมาพบจิตแพทย์โดยด่วน

 

 "น.พ.จอม" แนะนำ วิธีการป้องกัน และแก้ไขเพื่อไม่ให้เด็กเครียดหลักๆ ว่า

      1. พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมต่างๆ ของลูกอยู่เสมอ เพราะเบื้องต้นแล้วพ่อแม่สามารถช่วยเหลือลูกได้ โดยการเข้าไปพูดคุย รับฟังความคิดเห็นจากลูก เช่นเห็นลูกเงียบๆ เห็นลูกเหนื่อยๆ ก็ควรจะถามว่า มีอะไรหรือเปล่า พยายามแสดงความเป็นห่วงและเข้าใจลูก แล้วพวกเขาก็จะรับรู้ว่าพ่อแม่เข้าใจเขามากขึ้น

     2. ไม่ควรกดดันลูกในเรื่องของการเรียน อย่าคาดหวังมากจนเกินไป เพราะจะทำให้เด็กเครียดได้ สมมุติว่าเด็กบางคนเรียนไม่ค่อยเก่ง แล้วพ่อแม่คาดหวังสูง ก็อาจจะทำให้เด็กเกิดความกดดันและเครียดได้ แต่ถ้าหากว่าเด็กเป็นคนที่อ่อนไหวต่อความรู้สึก ถึงแม้พ่อแม่ไม่ได้กดดัน หรือคาดหวังอะไร แต่เด็กก็อาจจะเครียดเอง เพราะสร้างความกดดันให้กับตัวเอง โดยที่ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะต้องทำให้ได้ หรือไม่ก็เกิดการเปรียบเทียบและแข่งขันกับเพื่อน เพราะฉะนั้นในสถานการณ์เดียวกัน เด็กบางคนอาจจะเครียด และไม่เครียดก็ได้ ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยของเด็กเอง

    3. ไม่ควรดุ ตำหนิ หรือ ใช้วิธีการตีกับเด็ก เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง และอาจจะเข้าใจได้ว่าพ่อแม่ไม่รัก อีกทั้งยังทำให้เด็กเกิดการต่อต้าน จนบางครั้งเกิดการเลียนแบบนำเอาวิธีที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อตนเองนั้นไปใช้กับเพื่อนที่โรงเรียน ทางที่ดีพ่อแม่ควรมีสติ และเหตุผลให้มากที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนั้นควรเลือกที่จะเพิกเฉยต่อเด็กอย่างสมเหตุสมผล เพราะบางอย่างเด็กอาจจะต้องการให้พ่อแม่สนใจและเข้าใจเขา

   4. ควรเข้าใจลูกให้มาก ควรมีเวลาอยู่กับลูกบ่อยๆ เช่นทำกิจกรรม เล่นกับลูก ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายแนบแน่น ถ้าหากลูกอยู่ในวัยประถมศึกษาก็อาจจะเล่นสนุกกับลูก ชมเชย และมีเวลาให้ลูกสม่ำเสมอ ส่วนลูกโตเป็นวัยรุ่นก็อาจจะเป็นเพื่อนคุยเป็นที่ปรึกษา ก็จะทำให้ลูกเล่าหรือระบายความในใจออกมาได้ เด็กก็จะไม่เครียด

-------------------------------------

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ และรูปภาพจากเว็บไซต์

thaihealth.or.th

ด้วยความหวังดีจาก ศูนย์สมองดี Healthy Brain
สนับสนุนโดย อเลอไทด์

ปรึกษาปัญหาสมาธิสั้น
หรือ สั่งซื้อ อเลอไทด์

โทร : 091-8871691 
Add Line : @HealthyBrain (มี@ด้วย)

เพิ่มเพื่อน

Visitors: 304,113